ปวดหลัง โรคฮิตติดชารต์ของมนุษย์เงินเดือนและเหล่าฟรีแลนซ์

ปวดหลัง โรคฮิตติดชารต์ของมนุษย์เงินเดือนและเหล่าฟรีแลนซ์

ปัญหาปวดหลังเป็นสิ่งที่แทบทุกคนจะต้องเคยประสบพบเจอ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนหรือเหล่าฟรีแลนซ์ที่จะต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมตลอดทั้งวันแทบจะไม่ได้ลุกออกไปไหน จนบางทีปวดหลังเรื้อรังจนกลายเป็นโรคทั้งเส้นประสาทกดทับ ออฟฟิศซินโดรม และโรคอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นเราจึงควรหาสาเหตุเพื่อป้องกันและรู้วิธีการรักษาเอาไว้จะได้ปลอดภัยจากโรคเหล่านี้

รวมสาเหตุที่มาของ อาการปวดหลัง ที่กวนใจ จะนั่งก็โอย จะลุกก็โอย

  • พฤติกรรมทำร้ายหลัง ตั้งแต่การยกของหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง การถือ ผลัก ดึง สิ่งของต่างๆ ที่มีน้ำหนักมาก การนั่งตัวงอหลังคด การยืนเป็นเวลานานหรือการก้มตัวเป็นประจำ การนั่งขับรถเป็นเวลานานหรือแม้แต่การบิดตัว เป็นสิ่งที่ควรหลักเลี่ยงมากที่สุด เนื่องจากเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เรามีอาการปวดหลังนั่นเอง
  • อุบัติเหตุ ตั้งแต่การหกล้ม ตกจากที่สูง หรือแม้แต่อุบัติเหตุทางท้องถนนก็ทำให้เราเกิดการบาดเจ็บจนปวดหลังได้เช่นกัน
  • อายุ อายุเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราปวดหลัง เพราะยิ่งมีอายุที่มากขึ้นหลังเองก็แก่ขึ้นไปพร้อมกับเราด้วย ดังนั้นมันจึงไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีเหมือนเดิม
  • ความเครียด ความเครียดจะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งและยึดในที่สุด และส่งผลให้เกิดอาการปวดตามร่างกายรวมไปถึงแผ่นหลัง
  • กระดูกผิดรูป เป็นอาการที่มักจะเกิดตั้งแต่เด็ก โดยกระดูกสันหลังจะมีความคดหรืองอ ไม่ตั้งตรงเหมือนปกติทั่วไป ทำให้เกิดการกดทับและการรับน้ำหนักไม่มากเท่าคนปกติ จึงปวดหลังง่ายเวลาที่ต้องยืน เดิน หรือนั่งเป็นเวลานาน
  • โรคภัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบ โรคประสาท โรคเกี่ยวกับระบบเมตาบอลิซึ่ม ที่จะทำให้กระดูไม่แข็งแรง รับน้ำหนักได้ไม่ดีเท่าที่ควร

แก้ปัญหาปวดหลังง่ายๆ ด้วยตัวเองที่บ้าน ช่วยบรรเทาอาการให้เบาลง

  • ปรับพฤติกรรม ตั้งแต่การยกของหนักให้ถูกท่า นั่ง ยืน เดิน หลังตรง ไม่ก้มหรือยืนเป็นเวลาติดกันนาน ๆ หลีกเลี่ยงการขับรถติดกันหลายชั่วโมง จะช่วยลด อาการปวดหลัง ได้
  • ยืดเส้นยืดสาย เมื่อรู้ตัวว่านั่งหรือยืนติดกันนานเกินไป ควรลุกออกไปเดินเพื่อยืดเส้นยืดสายเป็นประจำ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายและให้กระดูกได้พัก
  • ออกกำลังกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น หรือการเล่นโยคะที่จะช่วยผ่อนความตึงของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี
  • รับประทานยาแก้ปวดและใช้แผ่นแปะบรรเทาปวด เป็นการรักษาที่ตรงจุดและได้ผลเร็ว แต่หากทำติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้
  • พบแพทย์ วิธีที่ปลอดภัยและดีที่สุด คือการปรึกษาผู้ที่มีความรู้และรับการรักษาอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นกายภาพ ผ่าตัด หรือทานยา

รองเท้ากัด ปัญหากวนใจทำสาวๆ อดใส่รองเท้าคู่ใหม่อย่างที่ต้องการ

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนต้องเคยประสบปัญหา รองเท้ากัด ไม่ว่าจะเป็นรองเท้านักเรียนตั้งแต่สมัยเด็ก รองเท้าคัชชูสมัยมหาลัย รองเท้าส้นสูงในวัยทำงาน บางคนหนักหน่อยโดนกัดแม้กระทั่งรองเท้าผ้าใบที่ใส่ถุงเท้าแล้วอีกต่างหาก ดังนั้นมันจึงเป็นปัญหากวนใจที่สร้างความน่ารำคาญและขัดขวางการใส่รองเท้าใหม่ที่ต้องการเป็นที่สุด ดังนั้นเราจึงจะนำเสนอวิธีการจัดการปัญหาดังกล่าวง่ายๆ ทำได้ที่บ้านกัน

รวมวิธีการจัดการปัญหารองเท้ากัดไม่ให้มากวนใจ เวลารองเท้าคู่ใหม่ได้สบายเท้า

รองเท้ากัด นั้นมีสาเหตุหลักๆ มาจจากการเสียดสีของผิวหนังกับรองเท้า โดยเฉพาะสาวๆ ที่ใส่รองเท้าผิดไซส์ ไม่ว่าจะคับไปหรือหลวมไปก็ตามที ยิ่งถ้ามีเหงื่อออกยิ่งทำให้การเสียดสีเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นตุ่มใสพองมีน้ำบ้างไม่มีน้ำบ้างแล้วแต่ครั้ง ดังนั้นวิธีการจัดการจึงมีดังนี้

  • ลดการเสียดสี ด้วยการโรยแป้งลงบนรองเท้า ทา ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื่น แก่เท้าก่อนใส่รองเท้าอย่างน้ำมันบำรุง โลชั่น หรือวาสลีน หรือแม้แต่วิธีง่ายๆ อย่างการสวมถุงเท้าหรือถุงน่องก็ช่วยได้เช่นกัน
  • ใช้ขี้ผึ้งขัดรองเท้า การขัดรองเท้าด้วยขี้ผึ้งจะทำให้รองเท้านิ่มลงโดยเฉพาะรองเท้าหนัง เมื่อรองเท้านิ่มแล้วการเสียดสีก็จะลงลดทำให้ไม่เป็นแผลที่เท้านั่นเอง
  • ใช้แผ่นแปะกันรองเท้ากัด แผ่นแปะนั้นมีขายอยู่ตามร้านค้าทั่วไป หาซื้อง่าย ราคาถูก นำมาแปะไว้บริเวณเสมอขอบส้นรองเท้า แผ่นแปะจะมีความนุ่ม เมื่อสัมผัสโดนผิวแล้วจะไม่เจ็บเหมือนหนังแข็งๆ
  • เลือกไซส์รองเท้าให้พอดี ในเมื่อสาเหตุของปัญหาเกิดจากไซส์ ก็แก้ปัญหาที่ไซส์ โดยการเลือกซื้อรองเท้าที่มีขนาดพอดีกับเท้า ใส่แล้วไม่รัดหรือหลวมจนเกินไป โดยเฉพาะคนที่มีรูปร่างเท้านูน หรือหน้าเท้ากว้างยิ่งต้องพิจารณารูปทรงรองเท้าให้เข้ากับเท้าเพื่อลดการเสียดสีระหว่างก้าวเดิน

ดูแลแผลจากรองเท้ากัดง่ายๆ หายไวด้วยของที่มีอยู่ตามบ้าน

เมื่อ โดนรองเท้ากัด จนเป็นตุ่มใสๆ ขึ้นมา สาวๆ หลายคนมักจะทำการเจาะเพื่อรีดน้ำออกซึ่งเป็นวิธีการที่ผิดมหันต์ นอกจากจะทำให้แสบมากแล้วยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แผลหายช้า และทิ้งรอยดำไว้ให้ดูต่างหน้าอีกต่างหาก ดังนั้นวิธีการที่จะช่วยรักษาได้อย่างถูกต้องนั่นก็คือ การทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื่น ต่าง ๆ ลงบนผิวหนังที่พองเบาๆ อย่างเช่นวาสลีน โลชั่น น้ำมัน ขี้ผึ้ง จากนั้นปล่อยให้แห้งข้ามคืน ตุ่มก็จะยุบตัวลงและไม่ทิ้งร่องรอย หลังแผลหายแล้วอย่าเพิ่งดีใจรีบกลับไปสวมรองเท้าทันที ควรพักเท้าซัก 1-2 วันจึงค่อยกลับไปใส่อีกครั้ง

เมนูอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกเพศทุกวัย

เมนูเด็ดเมนูคู่แฝด สำหรับคนหนุ่มสาว และดีต่อผู้สูงอายุด้วย รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย นั่นก็คือ ฟักทอง และกล้วย

ฟักทอง มีประโยชน์ในการสร้างกล้ามเนื้อ ลดความอ่อนเพลีย คนที่เป็นเบาหวาน เวลารับประทานฟักทองเข้าไป จะช่วยในการลดการกระตุ้น สารอินซูลิน (Insulin) ทำให้โรคเบาหวานลดลง และฟักทองมี สารเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) ที่ช่วยในการ ต้านโรคมะเร็งสูง อีกด้วย และมีวิตามินซีอยู่เยอะในฟักทอง

กรรมวิธีในการนึ่งฟักทอง นั้นมีสารต่างๆ อยู่เยอะ โดยเฉพาะ สารเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) และ สารโปรไบโอติก (Probiotic) ถ้าหากเรานำฟักทองไปต้มสารเหล่านี้ก็จะละลายออกไป ดังนั้นเราจึงควรใช้วิธีการนึ่ง และก่อนที่จะนึ่งเราควรล้างเปลืองของฟักทองให้สะอาดก่อน เพื่อที่เวลาเรารับประทานฟักทอง เราจะสามารถกินได้ทั้งเปลือก ฟักทอง เลย เพราะเนื่องจากว่าเปลือกของฟักทองมีวิตามินอยู่หลายตัว อาทิเช่น ฟอสฟอรัส (Phosphorus) เกลือแร่ ฯลฯ

กล้วยน้ำว้า ถ้าหากที่บ้านใครออกมีกล้วยออกเยอะ ๆ กินไม่หมด ก็ให้นำมาต้มเพื่อเก็บรักษาไว้ เพราะว่าประโยชน์ของกล้วยต้ม เมื่อผู้สูงอายุได้รับประทานเข้าไปจะรู้สึกว่าฟันแข็งแรง กระดูกแข็งแรงขึ้น แต่จริง ๆ แล้วเวลาที่เรากินกล้วยน้ำว้าดิบๆ ทุกอย่างดีหมดแต่ แคลเซียม (Calcium) ซึมเข้าสู่ร่างกายเพียงแค่ 1 เท่า แต่ถ้าหากเรานำกล้วยน้ำว้าไปต้มและรับประทานจะทำให้ดูดซึมแคลเซียม (Calcium) เข้าสู่ร่างกายถึง 4 เท่า

เวลาที่เราออกกำลังกายเสร็จ สำหรับวัยรุ่น หากเรารับประทาน แคลเซียม (Calcium) เข้าไป ก็จะช่วยบำรุงกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น แต่สำหรับในผู้สูงอายุ การรับประทานแคลเซียมจะช่วยให้กระดูกดีขึ้น ซึ่งในกล้วยน้ำว้าเวลานำไปต้มจะมีแร่ธาตุต่าง ๆ ทำให้ย่อยง่ายและดูดซึมง่ายขึ้น

กรรมวิธีในการต้มกล้วยน้ำว้า ให้มีรสชาติไม่ฝาด ต้องทำอย่างไร เลือกกล้วยที่สุกหาม ๆ แล้วนำมาต้มน้ำที่เดือด แล้วใส่เกลือลงไปสัก 1 ช้อนชา เพื่อลดการฝาดของกล้วย ใส่ไปทั้งลูก ต้มต่ออีก 10 นาที กล้วยจะเปลี่ยนสี หลังจากนั้นนำกล้วยไปแช่ในน้ำเย็น เพื่อให้กล้วยเซตตัวไม่เกิดการเละ จะทำให้เนื้อกล้วยจับตัวและมีรสชาติที่อร่อย และสามารถปลอกรับประทาน กล้วยน้ำว้า ต้มได้เลย

ฟักทองและกล้วย เป็นอาหารที่มี ไขมันต่ำ เหมาะสำหรับคนหนุ่มสาว และผู้สูงอายุ สำหรับ คนที่รักสุขภาพ สามารถหารับประทานได้ตามท้องตลาดทั่วไป และเป็นอาหารใกล้ตัวที่มีประโยชน์ทางโภชนาการอาหารเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วย      ลดน้ำหนัก ได้ดีอีกด้วย ใส่ใจสุขภาพในวันนี้เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรงในวันข้างหน้า และที่สำคัญอย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ สุขภาพดีหาซื้อไม่ได้ ถ้าอยากได้ต้องสร้างเอง

หยุดพฤติกรรมเคยตัวที่ทำร้าย ริมฝีปากแห้ง จนพัง

หลายๆ ครั้งเวลาที่เรากำลังคิดอะไรเพลินๆ หรือตกอยู่ในสภาวะคับขันจนเครียด สิ่งที่เรามักจะทำโดยไม่รู้ตัวนั่นก็คือการกัดปากและเลียริมฝีปากไปมา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ทำร้ายริมฝีปาก ส่งผลให้ ริมฝีปากแห้ง ผากแถมยังดำคล้ำ สีไม่ชมพูสวย นอกจากนี้แล้วก็ยังมีพฤติกรรมอื่นๆ อีกมากมายาที่ทำร้ายริมฝีปากของเราโดยไม่รู้ตัว เพื่อริมฝีปากที่สวยสดใส เราจึงควรเลิกพฤติกรรมเหล่านี้ทันที

พฤติกรรมอะไร ที่ทำร้าย ริมฝีปากแห้ง เราโดยไม่รู้ตัว

อย่างแรกที่ทำร้าย ริมฝีปากแห้ง ของเรานั่นก็คือน้ำลายของเราเอง เวลาปากแห้งแล้วขี้เกียจหยิบลิปมัน หาไม่เจอบ้าง ลืมเอามาบ้าง เราก็มักจะเลียริมฝีปาก แต่น้ำลายของเรานั้นกลับทำให้ริมฝีปากแห้งผากมากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญมันยังมีฤทธิ์ทำให้ริมฝีปากมีสีที่หมองคล้ำลงอีกด้วย ดังนั้นสาวๆ จึงควรพกลิปมันหรือวางไว้ใกล้ตัว เมื่อปากแห้งก็หยิบขึ้นมาทาทันทีเพื่อเลิกนิสัยนี้ ต่อมาคือการกัดริมฝีปาก กัดไปกัดมาถึงขั้นเลือดตกยางออกจากทำให้ปากแตกเป็นเลือด ทาลิปสติกไม่สวย แถมยังทำให้ปากแห้งมากขึ้นอีกด้วย กว่าจะหายก็ใช้เวลาร่วมอาทิตย์

ต่อไปคือการใช้ ลิปสติกที่ไม่เหาะกับสภาพผิวปาก หากคุณมีริมฝีปากที่แห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การทาลิปแมทที่แทบจะไม่มีความชุ่มชื่นลงไปนั้นจะยิ่งดูดน้ำออกจากปากของคุณจนมันแห้งและแตกเป็นแผ่นในที่สุด ดังนั้นจึงควรเลือกลิปสติกที่มีความชุ่มชื่นหรือทาลิปมันก่อนทาลิปแมทเสมอ ต่อมาคือการใช้ลิปสติกหมดอายุ บางทีเราใช้ลิปสติกแท่งโปรด ผ่านไป 2 ปีก็ยังไม่หมดสักที เราอาจหลงลืมไปว่ามันหมดอายุแล้วหรือไม่ก็รู้แต่เสียดายแล้วใช้ต่อไป ลิปสติกที่หมดอายุแล้วนั้นจะทำร้ายริมฝีปากเราจนไม่คุ้มค่าความสวยที่ได้มาเลยแม้แต่น้อย

ริมฝีปากสวยขึ้นได้ แค่หยุดพฤติกรรมทำร้ายริมฝีปากแห้ง

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เพื่อริมฝีปากที่สวยเอิบอิ่ม สาวๆ จึงควรดื่มน้ำให้มากเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับร่างกาย เท่านี้ริมฝีปากแห้งๆ ของเราก็จะกลับมาสวยอีกครั้ง